ลีวายส์® สร้างความฮือฮาให้กับวงการแฟชั่นอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวแคมเปญใหม่ระดับโลกอย่าง "Live in Levi's®" ที่นำเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกว่าล้านเรื่องราว มาผสมผสานกับแนวความคิดดีๆ ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม แล้วถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์สั้น
แคมเปญนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตอกย้ำความเป็นตำนานของลีวายส์® ที่ได้แทรกซึมเข้าไปในเรื่องราวต่างๆ ของชีวิตคนอย่างไม่น่าเชื่อ กว่าร้อยปีกับหลายล้านเรื่องราวที่ร้อยเรียงกันจนเกิดเป็นภาพยนตร์สั้นภายใต้แคมเปญ "Live in Levi's®" แสดงให้เห็นว่าทุกเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดผ่านแคมเปญนี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องราวจริงที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของคนเรา และสิ่งที่พิเศษคือลีวายส์® ได้ถูกเลือกขึ้นมาสวมใส่ในแต่ละช่วงจังหวะของชีวิต จนเป็นที่มาของเรื่องเล่าผ่านชีวิตจริงคนจากลีวายส์® นั่นเอง
นอกจากนี้ลีวายส์® ไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อสร้างเรื่องเล่าผ่านเรื่องราวจริงในชีวิตคนเท่านั้น หากแต่ยังต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคน และสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมอีกด้วย โจทย์ของ Live in Levi's® ที่ลีวายส์® ทั่วโลกได้รับ จึงถูกตีความไปในทิศทางเดียวกันว่า เราจะถ่ายทอดเรื่องราวจริงในทุกช่วงเวลาชีวิตของคนที่มีลีวายส์® เข้าไปเกี่ยวข้อง และเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อคนดูชมภาพยนตร์จบแล้ว ต้องได้รับพลังงานดีๆที่จะนำไปขับเคลื่อนชีวิต
สำหรับภาพยนตร์ที่ถูกคิดและจัดทำขึ้นภายใต้แคมเปญ Live in Levi's® จึงถูกวางเนื้อเรื่องโดยเลือกจากช่วงโอกาสต่างๆในชีวิต ช่วงความทรงจำดีๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างสวมใส่ลีวายส์® จึงไม่แปลกหากเมื่อคนดูชมภาพยนตร์จากแคมเปญ Live in Levi's® จบแล้วจะเห็นสายใยที่เชื่อมโยงลีวายส์® เข้ากับช่วงเวลาต่างๆของชีวิตได้อย่างลงตัว
คุณชาติฉกาจ ไวกวี ผู้รับหน้าที่ครีเอทีฟและผู้กำกับให้กับแคมเปญนี้ในประเทศไทยได้เล่าว่า“ภาพยนตร์ทั้ง 5 เรื่องนี้อาจจะต่างไปจากนิยามคำว่า “ภาพยนตร์” ที่คนทั่วไปนึกถึง เพราะภาพยนตร์ 5 เรื่องนี้จะไม่ถูกฉายในโรงภาพยนตร์ผ่านจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ ที่คนดูต้องเสียเงินซื้อตั๋วเข้าไปดู แต่จะเป็นภาพยนตร์ที่ฉายผ่านจอเล็กๆ อาจจะเป็นจอแท็บเล็ต หรือจอมือถือ แต่สิ่งที่ผมและลีวายส์® เห็นตรงกันคือภาพยนตร์ที่เราทำ แม้อาจจะฉายผ่านจอที่เล็กที่สุด แต่ต้องสร้างประโยชน์ให้กับคนดูและสังคมมากที่สุด ซึ่งการวัดผลของภาพยนตร์ซีรี่ส์นี้ ก็ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่แค่ยอดจำนวนครั้งที่ดู หรือยอดการกดไลค์ แต่อยู่ที่คุณค่าที่คนดูและสังคมรู้สึกจากการดูซีรี่ส์ภาพยนตร์นี้ เพราะผมและลีวายส์® รู้ว่าเวลาเป็นสิ่งมีค่า และเราไม่ต้องการขโมยเวลา 30 นาทีที่มีค่าของทุกคนมาโดยที่ไม่ได้รับประโยชน์อะไรกลับไป”
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าจากยุคสมัยปัจจุบันทั้ง 5 เรื่อง ที่จะเปลี่ยนมุมมองและสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับชีวิตของคุณอย่างไม่น่าเชื่อ
มันมาจากโจทย์เเรกหลังจากคุยกับทางลีวายในฐานะที่ผมเป็นครีเอทีพของดปรเจคนี้ก็คิดๆๆว่าลีวายควรทำอะไรซักอย่างที่ไม่ใช่ การทำไวรอลให้ได้ยอดวิวสูงๆเเค่อื้อฉาวเฉยๆเเล้วคนลืม ทำcsrหลอกๆสร้างภาพ หรือทำอะไรเเบบที่เค้าเสียเงินทำกันในเเบบเดิมๆ ผมก็เลยได้ keyword จากคำว่าลีวายว่า ตำนาน กับ ตัวจริง ก็คิดต่อว่าจะทำอะไรกับคำนี้ อยู่ๆชื่อหนังเรื่องนึงสมัยผมเด็กๆมากก็ลอยขึ้นมา “กองร้อย 501 ริมเเดง” โอ้โห ลองคิดดูสิครับ ลีวายเท่ขนาดยุคนึงถูกนำมาตั้งเป็นไอคอนของยุคสมัย คำว่าลีวายริมเเดงคือสิ่งที่ทุกคนต้องเเสวงหา เลยคิดว่าทำหนังก็เน่าจะเป็นอะไรที่สนุกกันผมเเละคนดูทั้งคู่ ทำไมต้อง 5 เรื่อง เพราะว่าลีวายรุ่นที่เป็นตำนานที่สุดคือ 501 นั่นคือที่มาว่า สุดท้าย 5 เรื่องนี้ มันคือ 1เรื่องใหญ่นั่นเอง เเต่ยังไม่หมดที่เราทำหนังจนผมคิดว่าคุณภาพที่สามารถเท่ากับหนังใหญ่ฉายโรงได้เเต่เราเลือกที่จะไม่เอาเข้าโรงหนังเพราะว่าเราต้องการปฎิวัติบริบทของคำว่าโรงหนังในยุคนี้ ไอเดียง่ายๆคือ ในเมื่อตัวผมเเละคนรอบๆยังไม่เข้าโรงหนังเเล้วเราจะทำหนังเข้าโรงทำไม อะไรที่เรียกว่าหนัง คุณค่าที่คนดูได้รับ หรือว่า ขนาดของจอ ผมเลยคิดเเบบขบถว่า ผมจะทำหนังไทยเรื่องเเรกที่ฉายในจอเล็กที่สุดเเต่ให้ประโยชน์ได้มากที่สุด มากกว่าทำหนังเน้นโปรดักชั่นเเละความใหญ่ของโรงหนังเป็นตัวว่าตวหนังเเละผู้กำกับ เเล้วผมก็เริ่มเขียนเรื่องจากข้อมูลของคนรอบๆตัวออกมา จนกลายเป็นโปรเจค LIVE IN LEVI’S ทั้ง 5 เรื่อง ซึ่งลีวายมักจะเป็นผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆที่เกี่ยวกับพลังในการขับเคลื่อนวัยรุ่นในสังคมอยู่เสมอ
ผมคิดว่าความพิเศษคือคอนเท้นหรือเน้นหาที่มันจะกระเเทกใจให้สะอึก จนต้องมานั่งคุยกับตัวเอง เเต่ได้สาระ เหมือนยาที่หุ้มขนมเอาไว้ กินอร่อยย่อยง่ายได้ประโยชน์ หนังทั้ง 5 เรื่องมีวิธีเล่าต่างกัน ถ่ายต่างกัน คอนเท้นต่างกัน เเต่มีสิ่งเดียวที่เหมือนกันคือ “มันคือเรื่องเล่าจากยุคสมัยปัจจุบัน” ยุคที่เราเป็นคนเขียนตำนานไม่ใช่ตามตำนานคนอื่น ผมคิดว่า อะไรก็ตามที่ทำด้วย “เจตนาที่ดี” มันพิเศษหมดหละครับ หนังเรื่องนึง 30 นาที ลองคิดดูเราขโมยเวลาคนๆนึงมา 30นาที ถ้าเราทำอะไรเเย่ๆออกไป ทำกับว่าเราเอาเวลาที่คนหลายคนสามารถเอาไปทำอะไรที่มีประโยชน์ได้มากเลยนะครับ ส่วนความโดดเด่นผมว่าในงานผมมันก็จะมีลายเซ็นบางอย่างกำกับไว้อยู่ในตัวมัน ไดอะลอกคำพูดที่คนชอบเอาไปโพสต์ การถ่ายเเบบผม ผมคิดว่าผมโชคดีที่ผมเป็นผู้กำกับที่รู้เรื่องหนังน้อยสุดในประเทศไทย โชคดีที่ความไม่รู้นี้เหละที่มักสร้างสิ่งใหม่เสมอ ถ้าผมรู้มากกว่านี้ ผมคงทำหนังเหมือนคนอื่นอีกหลายคนเเละไม่มีผมที่คนรู้จัก ผมศรัทธาในความไม่รู้ เพราะมันมักสร้างอะไรที่ประหลาดใจเสมอ ซึ่งในการทำงาน5เรื่องนี้ผมก็ยอมรับว่าผมใช้วิธีทดลองเยอะมาก ไปด้นหน้างาน หรือมาดูกันตอนตัดต่อ ผมว่าอย่างน้อยก็ผมคนนึงหละที่จะมีความสุข ฮ่าๆๆๆๆ เเต่สิ่งที่น่าจดจำสำหรับผมอาจไม่ใช่การที่ผมได้ไปคุยว่าหนังผมมีคนดูเป็นล้านคน เเต่ผมหวังว่าคนจะจดจำหนังทั้ง5เรื่องอย่างน้อยเรื่องละเเค่คนเดียวก็พอ ถ้าหนัง5เรื่องนี้ได้เปลี่ยนคน5คนให้มีประโยชน์ต่อสังคม
ความท้าทายสำหรับงานนี้ของผม บอกว่า ว่าท้าทายหมด เพราะมันคือ 5 เรื่องเเรกของ ชาติฉกาจ ไวกวี จริงๆ หนังยาวต่างจาก โฆษณา ไวรอล mv หรืองานต่างๆมาก มันเป็นอีกศาสตร์นึงซึ่งต้องใช้สมาธิมาก ถ้าดูๆไปคนเบื่อก่อนถึงจุดสำคัญที่เราซ่อนอะไรดีๆไว้ก็จบ อย่างเรกเลยมันต้องสนุกอันนี้ก็ยากหละเพราะผมเป็นคนไม่ตลก ผมได้ลองเขียนบท ได้ลองคิดอะไรใหม่ๆ ผมเชื่อว่าหลายคนที่รู้จักหรือติดตามงานผม อาจจะคาดหวังว่า มันต้องดิบ ต้องสาก ต้องจริงๆ ผมจะบอกว่ามันมีหมดครับเเต่มันเปลี่ยนรูปเเบบไปในเเบบที่ผมอยากทดลอง ผมว่าคงไม่สนุกถ้าเเม่ค้าผัดข้าวเมนูเดิมซ้ำๆกันก็ต้องเปลี่ยนบ้าง ความท้าายของผมคือการสนุกกับการหาศักยภาพตัวเองว่าเราหาทางออกให้หนังของเราได้ใหม่สุดเเค่ไหน การถ่ายเเบบดิบๆผมก็ลองใหม่เป็นการถ่าย2กล้องโดยดิบมากกล้องนึงสวยมากกล้องนึงเพื่อความเปลก การตัดต่อเล่าเรื่องเเบบปะหลาดๆ เช่นอยู่ๆนักเเสดงก็หัดมาพูดกับกล้อง หรือมีเสียงพากษ์จากใครก็ไม่รู้มาเล่าเรื่องให้ฟัง ความคาดหวังจากคนดูก็เป็นความท้าทายมากอย่างนึง เเต่ผมคิดว่าผมผ่านตรงนั้นมาเเล้ว ผมไม่ใช่คนที่ต้องทำอะไรเเบบที่ต้องเดาว่าทำเเบบไหนคนถึงชอบ ผมว่าความท้าทายที่ใหญ่สุดของผมคือทำเเบบไหนผมถึงชอบเเละไม่เสียใจว่าชาตินึงผมเคยเกิดมาทำหนังติดกัน5เรื่องเเล้วผมรักมันทุกเรื่องในทุกสินาทีของหนัง นั่นคือที่ผมหวังจากตำเเหน่งผู้กำกับ เเต่ในฐานะครีเอทีพผมว่าความท้าทายของผมคือ คนไทยพร้อมรับอะไรดีๆในสื่ออนไลน์มากกว่า ข่าวนินทา คริปอื้อฉาว เรื่องราวของคนอื่นที่มาหลอกเอาเวลาที่มีค่าของพวกเค้าไป เเต่เป็นสิ่งดีๆที่จะทำให้ชีวิตเเละทัศนะคติพวกเค้าดีขึ้นมากกว่า เเละที่สำคัญผมอยากเล่นสนุกกับบริบทของคำว่าโรงหนังต้องซื้อตั๋วเข้าไปนั่งดูจอใหญ่ๆ เราจะทำหนังไปทำไมในเมื่อ ตอนนี้คือยุคที่ป๊อปคอนเเพงกว่าตั๋วหนังใช่มั๊ยครับ
“ปัจเจก” หนุ่มนักดนตรีที่มีชีวิตหากินโดยการเล่นเเต่เพลงคนอื่นเช่นนักดนตรีทั่วไป ในโลกปัจจุบันที่คนทั่วไปคลั่งใคล้คนที่เหมือนใครมากกว่าสนว่าเราเป็นใคร ไม่มีใครเจ็บปวดเเถมพอใจกับการที่ต้องเป็นคนอื่น หลายคนมีชีวิตเพื่อจะเป็นเหมือนคนอื่น “เจก”ก็เคยเป็นเช่นนั้น ก่อนที่เค้าจะบังเอิญไปเจอไดอะรี่ของพ่อที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน สมุดเก่าๆบันทึกเรื่องราวที่เค้าไม่เคยรู้ของพ่อจากปี 1969 ถูกเขียนในวัยที่พ่อกับเค้าอายุเท่ากัน หน้าเเล้วหน้าเล่าที่บรรยายตัวหนังสือของพ่อยิ่งทำให้เค้าหลงใหลเสน่ห์เเห่งตำนาน Rock & Roll มากขึ้น “เจก”เจอปัญหาเมื่อเค้าอ่านจนไปถึงหน้าสุดท้ายเค้ากลับพบเพลงหนึ่งที่พ่อเเต่งไว้เเต่ดันไม่จบ เค้าจะทำอย่างไรกับบทเพลงลึกลับของพ่อ ในชีวิตคนเราจะมีเรื่องมหัศจรรย์มาท้าทายเเบบนี้สักกี่ครั้ง “เจก”จะเลือกที่จะออกเดินทางตามหาเนื้อเพลงที่หายไป หรือจะยอมปล่อยให้เพลงของพ่อจบลงเเค่ 2 นาที 19 วินาที …
“ฟ้า” เเละ “เมฆ” คือพี่น้องที่อายุห่างกันเเค่ 2 นาที เค้าสองคนชอบอะไรคล้ายกัน ชอบความสงบ ชอบถ่ายรูป ชอบเเค่สิ่งที่จำเป็น เเละชอบจักรยาน เค้าสองคนไม่ได้ขี่จักรยานไปออกทริป ไม่ได้ไปร้านกาเเฟ ไม่ได้ไปที่เก๋ๆ ไม่ได้เเต่งจักรยานเเบบที่หลายคนทำ เค้าไม่เคยมีเเม้เเต่รูปเค้ากับจักรยานด้วยซ้ำ เเต่สิ่งเดียวที่เค้าทำกับจักรยานคือใช้มันเป็นพาหนะที่พาเค้าไปในที่ๆคนขี่จักรยานไม่ไป กองขยะ สิ่งเสื่อมโทรม เเหล่งน้ำเสีย ชุมชนเเออัด วันเเล้ววันเล่าที่เค้าถ่ายรูปสิ่งที่เค้าไปพบเจอถูกพรินต์ออกมา ทั้งผนังของกำเเพงห้องของเค้ามีอะไรซ่อนเอาไว้ อาจจะดูเหมือนเด็กๆที่ชอบวางเเผนครองโลกเเต่เค้าสองคนคงไม่คิดเช่นนั้น เค้าอาจจะอยากเป็นผู้อาศัยที่ดีของโลกมากกว่า อะไรคือความลับของสองพี่น้องที่ขี่จักรยานทุกวันโดยที่ทั้งคู่ไม่เคยปั่นด้วยกันเลยสักครั้งเดียว
“ซิ่ว” คงเป็นเหนึ่งในหนุ่มสาวหลายคนในยุคดิจิตอลที่เเยกไม่ออกระหว่างโลกเเห่งความจริงเเละโลกเสมือนในอินเตอร์เน็ตที่ทุกคนต่างอยากจะเป็นพระเจ้า ทำทุกอย่างให้มีตัวตน เธอไม่ได้ออกจากบ้านตั้งเเต่เรียนจบ เธอไม่ทำงาน เธอปกปิดโลกความจริงที่เธอพ่ายเเพ้ ไร้ตัวตน เธอสร้างตัวตนที่หลอกให้คนรู้ว่าเธอสุขเเค่ไหนอยู่เเค่หน้าคอมฯ เป็นนักเลงคีย์บอร์ดไปวันๆ
จนวันหนึ่งเพจที่เธอเกิดทำโดยไม่ได้ตั้งใจเกิดดังเพียงข้ามคืน คนธรรมดาจะรับมือกับการเป็นพระเจ้าได้อย่างไร เมื่อเราแยกเเยะความจริงในโลกนึงกับความรู้สึกจริงในอีกโลกนึงที่อยู่ใกล้กันมากไม่ออก บางทีเราอาจจะหาไม่เจอว่าตัวตนจริงๆของเราอยู่ในโลกใบไหนกันเเน่ เมื่อการที่เรามีคนชอบเรา1ล้านคนในหน้าจอไม่ได้หมายความว่า มีคนเป็นเพื่อนที่พร้อมจะเข้าใจเราจริงๆเลยสักคนในโลกเเห่งความจริง
“ใหญ่” หนุ่มนักโฆษณาที่อายกับงานตัวเองที่ต้องหลอกขายของให้คนซื้อ “ขำ”ช่างภาพหนุ่มที่ไม่เคยตัดพ้อในโชคชะตาที่ต้องเป็นช่างภาพที่ไม่มีใครรู้จัก “ก้อย” เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยของทั้งคู่ คนที่ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองมีค่าอะไรเท่าไหร่ ทั้งสามเจอกันบ่อยบนดาดฟ้าบ้านของใหญ่ ซึ่งมองไปทีไรก็เห็นว่ากรุงเทพฯเเบ่งคนจนเเละคนรวยชัดเจน พวกเค้าอยากทำสารคดีเพื่อสังคมสักเรื่องเพราะนี่คือสิ่งที่งานของเค้าไม่เคยทำให้พวกเค้าศรัทธาในตัวเองได้ สารคดีเรื่องปลอกคอ คือเรื่องเกี่ยวกับสุนัขจรจัดที่พวกเค้าอยากนำปลอกคอไปให้มัน เพื่อที่จะได้มีเจ้าของ เเต่ติดที่พวกเค้าไม่มีงบ พวกเค้าไม่อยากล้มความคิดไว้เพียงเเค่นี้ จึงออกหาสปอนเซอร์เพื่อสร้างสารคดีเพื่อสังคมสักชิ้น วันนึงเค้าได้รับการติดต่อจากบริษัทยักษ์ใหญ่ พวกเค้าอยู่ในห้องประชุมของโลกเเห่งความจริงที่ระบบทุนนิยมยิ่งใหญ่กว่าสุขนิยม ความจริงบนโต๊ะนั้นทำให้พวกเค้ากลับมาคิดอีกทีว่าเเท้จริงเเล้วพวกเค้าอาจจะเหมือนพวกหมาที่คนพยายามที่จะเอาปลอกคอมาใส่ให้ก็ได้ โลกที่มีเเต่คนพูดว่าอยากเปลี่ยนเเต่ไม่เคยมีคนที่เริ่มทำ อาจจะมีสัก3คนที่กำลังคิดตรงกันข้าม
เเต่ละคนคงมีรอยเเผลเป็นต่างกัน เเต่เเปลกที่เเผลเป็นของ “ฟิลม์” คือเค้าไม่รู้ว่าเเผล ของเค้ามาจากไหนนั่นคือเเผลในใจเค้า “ฟิลม์”ชอบถ่ายรูปเเละก็พอรู้ว่าพ่อของเค้าก็ชอบถ่ายรูปเช่นกัน จากห้องเก็บของที่มีเเต่อุปกรณ์ถ่ายภาพเเละถ้วยรางวัลถ่ายภาพมากมาย เเต่เเปลกที่พ่อไม่เคยพูดเรื่องถ่ายรูปเเละไม่ชอบเห็น “ฟิลม์”ถ่ายรูป เค้าออกจากบ้านมาด้วยรถคันเก่าเเละกล้องของพ่อ เค้าออกมาถ่ายภาพผู้คนที่มีบาดเเผลเช่นเดียวกับเค้า การเดินทางเปลี่ยน “ฟิลม์”จาก “เด็กผู้ชาย” กลายเป็น “ผู้ชาย” เรื่องราวของคนในภาพที่เค้าถ่ายทำให้เค้าเรียนรู้ชีวิตมากขึ้น จนเค้าได้มาพบความลับของรอยเเผลที่เค้าค้นหาว่าอะไรที่ทำให้เกิดเเผลของเค้าเเละพ่อจากฟิลม์รูปสุดท้ายที่ค้างอยู่ในกล้องของพ่อ คำตอบทั้งหมดของชีวิตถูกคลี่คลายด้วยรูปถ่ายเพียงรูปเดียว ในยุคสมัยที่ใครๆก็ถ่ายรูปได้วันละล้านรูปเเต่ไร้ความหมายใด